วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ใบงานที่2 บทความ เรื่อง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

Martin Luther King, Jr.

บุรุษผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน


บุคคลที่ทั่วโลกยกย่องให้เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง
บุคคลที่คำพูดของเขายังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก
บุคคลที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขา สันติภาพ ที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียง 35 ปีเท่านั้น

     คิง เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ.1929 ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
คิงเป็นบุตรชายของพระแบปติส ผู้ซึ่งเป็นศาสนาจารย์ในนิกายแบปติส ส่วนมารดาชื่อ อัลเบิร์ตา วิลเลี่ยม เป็นครูสอนหนังสือ คิงมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน คิงเป็นคนกลาง
     
     ทั้งพ่อและตาของคิงต่างเป็นผู้นำรุ่นแรกๆ ที่มีบทบาทในการต่อต้านความไม่เท่าเทียมกันที่มีต่อคนผิวดำ และช่วงที่คิงเกิด เป็นช่วงที่ปัญหาสิทธิพลเมืองและการแบ่งแยกผิวระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาวกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ  อีกทั้งบ้านเกิดของเขายังเป็นเขตที่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างคนผิวดำและผิวขาวอย่างสูง มีการเฆี่ยนตีทาสผิวดำ ไล่ต้อนให้ออกไปทำงานในไร่ฯลฯ  เขาจึงเติบโตมาในบรรยากาศอันเข้มข้นของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิแห่งความเสมอภาคของคนผิวสี

     คิงถูกฝึกให้เป็นคนที่มีความอดกลั้นและมีระเบียบวินัยมาตั้งแต่เด็ก เขาถูกห้ามไม่ให้ไปยังแหล่งของคนผิวขาว และถูกห้ามไม่ให้คบค้าสมาคมกับคนผิวขาว สิ่งแวดล้อมเหล่านี้เป็นตัวผลักดันให้เขาหันมาชื่นชม มหาตมะ คานธี ที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันโดยใช้หลักอหิงสา และไม่ยอมรับแนวคิดการแบ่งแยกที่ไร้ความยุติธรรมนี้ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนที่อารมณ์เย็นขึ้น 

     คิงจบมัธยมปลายเมื่ออายุ 15 ปี หลังจากนั้น คิงสนใจที่จะเป็นทนายความจึงเข้าเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัย มอร์เฮาส์ คอเลจ (Morehouse College) แต่พอเรียนถึงปีที่3 เขาตัดสินใจที่จะเป็นนักเทศน์ จึงเข้าเรียนต่อด้านศาสนาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโครเซอร์ เซมิเนรี่ (Crozer Seminary)


     คิงได้เป็นผู้นำในการคว่ำบาตรไม่ยอมรับการแบ่งแยกคนผิวดำที่ไม่ให้โดยสารรถประจำทางร่วมกับคนผิวขาว ที่เมืองมอนต์โกเมอรีรัฐแอละแบมา และจัดประชุมผู้นำศาสนาคริสเตียนตอนใต้ ในระหว่างนี้เขาถูกจับขังคุกหลายครั้ง

     จนในวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1963 คิงเป็นผู้นำในการชุมนุมอย่างสันติที่อนุสาวรีย์ลินคอล์นในรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. มีผู้เข้าร่วมถึง 200,000 คน



     ในการชุมนุมครั้งนี้ คิงได้กล่าวสุนทรพจน์ที่มีชื่อว่า "I have a dream" (ข้าพเจ้ามีความฝัน) เป็นสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงที่ถูกจัดอันดับในลำดับหนึ่งของสุนทรพจน์ทั้งหมดที่เคยมีการแสดงมาในอเมริกา

     คิงกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้โดยไม่มีสไลด์ประกอบ หลายคนไม่เห็นหน้าตาของเขา ได้ยินเพียงแค่เสียงการปราศรัยที่ผ่านเครื่องขยายเสียง แต่สุนทรพจน์อันทรงพลังในครั้งนี้ กอปรด้วยถ้อยคำที่ราวกับบทกวี และความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาที่เขานับถือ


     เนื้อความของสุนทรพจน์นี้มีว่า

“ ข้าพเจ้ายินดีที่ได้มาร่วมชุมนุมกับพวกท่านในวันนี้ ซึ่งจักกลายหน้าประวัติศาสตร์การชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติเรา

เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แผ่ร่มเงาแก่ผองเราซึ่งยืนอยู่ในที่แห่งนี้ ได้ลงนามในคำประกาศเลิกทาส กฎหมายฉบับนี้ประดุจดังดวงประทีปแห่งความหวังของทาสนิโกรนับล้าน ผู้ซึ่งถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงอยุติธรรมที่เหยียดหมิ่น มันมาถึงประหนึ่งยามอรุณรุ่งอันน่าปรีดา ที่จะยุติค่ำคืนอันยาวนานแห่งการจองจำ

หากร้อยปีถัดมา, เราพานพบความจริงอันโหดร้ายว่าชาวนิโกรยังไม่เป็นไท
ร้อยปีให้หลัง, ชีวิตของนิโกรยังคงถูกพันธนาการด้วยการเหยียดผิว และถูกจองจำด้วยตรวนแห่งการเหยียดจำแนก
ร้อยปีถัดมา, ชนนิโกรยังดำรงชีพบนเกาะแห่งความยากจนอันโดดเดี่ยว ท่ามกลางมหาสมุทรที่ไพศาลไปด้วยความมั่งคั่งทางวัตถุ
ร้อยปีให้หลัง, นิโกรยังอ่อนระโหยอยู่ตามมุมต่างๆ ของสังคมอเมริกา และพบว่าตนถูกเนรเทศพ้นไปจากแผ่นดินของเขาเอง ดังนั้นเราทั้งหลายมาชุมนุมในวันนี้ เพื่อแสดงให้เห็นสภาพอันน่าอดสูนี้

ในฐานะที่เราเข้ามาในเมืองหลวงของชาติเราเพื่อเอาเช็คมาขึ้นเงินสด เมื่อครั้งที่เหล่าสถาปนิกแห่งสาธารณรัฐของเราจารึกถ้อยคำน่าประทับใจในรัฐธรรมนูญและประกาศอิสรภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ลงนามในพันธสัญญาที่คนอเมริกันทุกผู้ต้องสืบทอดปณิธาน นี่เป็นบันทึกอันเป็นพันธะว่าเราทุกคนจะได้รับการประกันสิทธิ์ อันหาเพิกถอนได้แห่งชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาซึ่งความสุข

หากวันนี้ประจักษ์ชัดว่า อเมริกาได้บิดพลิ้วต่อพันธสัญญานี้ ตราบเท่าที่ยังคำนึงถึงสีผิวของพลเมืองในประเทศ แทนที่่จะเคารพข้อผูกพันอันศักดิ์สิทธิ์ อเมริกากลับให้เช็คเสียกับประชาชนนิโกร เช็คนี้ถูกส่งคืนพร้อมกับตราประทับว่า เงินไม่เพียงพอแต่เราปฏิเสธจะเชื่อว่าธนาคารแห่งความยุติธรรมได้ล้มละลายไปเสียแล้ว เราปฏิเสธจะเชื่อว่าไม่มีเงินเพียงพอภายใต้หลังคาที่ยิ่งใหญ่แห่งโอกาสของชาติเรา ดังนั้นเราจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อขอขึ้นเงิน กับเช็คที่ตอบรับความต้องการในความมั่งคั่งแห่งเสรีภาพ และความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม

เรามายังสถานศักดิ์สิทธิ์นี้ เพื่อเตือนอเมริกาให้ระลึกถึงความเร่งด่วนอันร้อนแรงในทันทีนี้ หามีเวลาจะยึดติดความฟุ่มเฟือย หรือให้ยาระงับประสาทเพื่อให้เรื่องดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
บัดนี้เป็นเวลาที่ต้องทำให้คำมั่นแห่งประชาธิปไตยเป็นจริงขึ้นมา
บัดนี้เป็นเวลาที่ต้องลุกขึ้นจากความมืดมน และหุบผาที่ถูกทิ้งร้างแห่งการแบ่งแยกสีผิว ไปบนหนทางอันเจิดจรัสแห่งความยุติธรรมทางเชื้อชาติ
บัดนี้เป็นเวลาที่จะเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่บุตรของพระผู้เป็นเจ้าทุกผู้ทุกนาม
บัดนี้เป็นเวลาที่จะยกระดับชาติของเราจากหล่มปลักแห่งความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ไปยังภูผาอันแกร่งกล้าแห่งภราดรภาพ

มันจะกลายเป็นหายนะแก่ประเทศชาติหากมองข้ามห้วงยามแห่งความเร่งด่วน และประเมินความต้องการของชาวนิโกรต่ำไป คิมหันต์อันอบอ้าวจากความไม่พอใจอันชอบธรรมของชาวนิโกรจะไม่ผ่านพ้นไป ตราบจนกระทั่งฤดูใบไม้ร่วงอันมีชีวิตชีวาแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมกันจะมาถึง ปี 1963 หาใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นจุดเริ่ม ผู้ที่หวังว่านิโกรต้องการเพียงที่จะระเบิดอารมณ์แล้วก็จะพอใจ คนกลุ่มนั้นจะอยู่ในสภาพตะลึงงันหากประเทศชาติยังคงดำเนินไปตามที่มันเป็น จะไม่มีการหยุดพักหรือความสงบในประเทศอเมริกาจนกว่าชนนิโกรจะได้รับสิทธิ์ในความเป็นพลเมืองอย่างแท้จริง ความปั่นป่วนจากการจลาจลจะดำเนินต่อไปเพื่อสั่นคลอนรากฐานของชาติเรา จนกว่าวันที่สดใสแห่งความยุติธรรมจักปรากฏ

แต่มีบางสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากกล่าวกับประชาชนของข้าพเจ้าผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงธรณีประตูอันอบอุ่น ซึ่งจะนำเราไปยังพระราชวังแห่งความยุติธรรม ในขั้นตอนการได้มาซึ่งสถานะอันมีสิทธิ์ เราต้องปราศจากมลทินแห่งการกระทำอันผิดพลาด เราต้องไม่แสวงหาความพอใจในการดับความกระหายเสรีภาพของเรา ด้วยการดื่มกินจากถ้วยแห่งความขมขื่นและความเกลียดชัง

เราต้องดำเนินการต่อสู้ตลอดไปบนพื้นฐานอันสูงส่งของเกียรติยศและวินัย
เราต้องไม่อนุญาตให้การประท้วงที่สร้างสรรค์ของเรากลายเป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ
ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม เราต้องยืนหยัดอย่างสง่างาม ในหลักการหลอมรวมระหว่างพลังทางกายและพลังทางจิตวิญญาณอันสูงส่ง
ความเข้มแข็งอันน่าอัศจรรย์ครั้งใหม่ ซึ่งมันปกคลุมทั้งผองชนนิโกร จะต้องไม่นำเราไปสู่ความไม่ไว้วางใจของคนขาวทั้งปวง เพราะพี่น้องคนขาวหลายคน ดังประจักษ์พยานของการปรากฎตัวของพวกเขาในวันนี้ ได้ยืนยันว่าโชคชะตาของพวกเขาได้ผูกพันกับโชคชะตาของเรา และเสรีภาพของพวกเขา เป็นพันธะที่ตรึงแน่นกับเสรีภาพของเรา

เราไม่อาจเดินได้เพียงลำพัง ขณะที่เราเดิน เราต้องให้คำมั่นว่าเราก้าวไปข้างหน้า เราไม่อาจหันหลังกลับได้ มีคนถามผู้นับถือสิทธิพลเมืองว่า เมื่อไหร่พวกคุณจึงจะพอใจ?”
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ชาวนิโกรยังเป็นเหยื่อจากความหวาดกลัวอันไม่อาจเอ่ยถึงของตำรวจที่โหดร้าย
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ร่างกายเราอันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แล้วยังไม่อาจเข้าพักในโรงแรมบนทางหลวง หรือโรงแรมในตัวเมืองได้
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ยังมีการเคลื่อนย้ายฐานของพวกนิโกรออกจากพื้นที่ชุมชนแออัดไปจนถึงชุมชนขนาดใหญ่
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ลูกหลานเรายังถูกปลดเปลือยตัวตน และถูกช่วงชิงศักดิ์ศรีไปด้วยการแขวนป้ายที่ระบุว่า สำหรับคนขาวเท่านั้น
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่คนนิโกรในมิซซิสซิปปี้ ปราศจากสิทธิ์ออกเสียง และคนนิโกรในนิวยอร์คเชื่อว่าไม่มีใครที่ควรจะลงคะแนนให้
ไม่หรอก ไม่มีทางที่เราจะพอใจ และเราไม่อาจพอใจตราบจนความยุติธรรมหลั่งรินลงมาดุจหยาดน้ำ และความเที่ยงธรรมหลั่งไหลดุจสายน้ำอันเชี่ยวกราก

ข้าพเจ้าไม่อาจเมินเฉยต่อความจริงที่ว่า
พวกท่านบางคนมาถึงนี่ด้วยความทรมาน และความยากแค้น
พวกท่านบางคนเพิ่งมาจากห้องขังอันคับแคบ
พวกท่านบางคนมาจากห้องที่ซึ่ง การแสวงหาซึ่งเสรีภาพได้ทิ้งท่านไว้กับการทุบตีด้วยพายุแห่งการข่มเหง และการต้องโซซัดโซเซจากสายลมแห่งความป่าเถื่อนของตำรวจ
ท่านกลายเป็นผู้ทุกข์ทรมานมามาก จงดำเนินการต่อไปด้วยความศรัทธาว่าความทุกข์ยากที่มิได้ก่อนี้จะถูกปลดเปลื้อง

จงกลับไปยังมิสซิสซิปปี้
จงกลับไปยังอลาบาม่า
จงกลับไปยังเซาธ์แคลิฟอร์เนีย
จงกลับไปยังจอร์เจีย
จงกลับไปยังหลุยเซียน่า
จงกลับไปยังสลัมและชุมชนแออัดในเมืองทางเหนือของเรา และจงรู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้สามารถและจักเปลี่ยนแปลงไปด้วยวิธีการใดวิธีหนึ่ง

จงอย่าจมปลักอยู่ในหุบผาแห่งความหดหู่ ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกท่านในวันนี้ เพื่อนเอ๋ย หากแม้ความลำบากที่เราเผชิญในวันนี้และวันพรุ่ง ข้าพเจ้าจะยังมีความฝัน ความฝันซึ่งฝังรากลึกอยู่ในความฝันแห่งอเมริกันชน

ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งประเทศนี้จะหยัดยืนขึ้นและจรรโลงความหมายที่แท้จริงของบทบัญญัติทางศาสนาที่ว่า เรายึดถือความจริงเหล่านี้เป็นการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน
ข้าพเจ้ามีความฝันว่าวันหนึ่งบนเนินเขาสีแดงในจอร์เจีย บุตรของทาสกับบุตรของอดีตเจ้าทาสจะนั่งร่วมโต๊ะแห่งภราดรภาพได้
ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งแม้แต่รัฐมิสซิสซิปปี้ซึ่งอวลไปด้วยไอแห่งอยุติธรรม ระอุไปด้วยความร้อนแรงแห่งการกดขี่ จะแปรเปลี่ยนเป็นที่ชุ่มชื้นแห่งเสรีภาพและความยุติธรรม
ข้าพเจ้ามีความฝันว่าในวันหนึ่งลูกๆ ทั้งสี่คนของข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่ในชาติที่พวกเขาไม่ถูกพิพากษาจากสีผิว แต่ด้วยสาระแห่งอุปนิสัยของเขา

ข้าพเจ้ามีความฝันในวันนี้
ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งในอลาบาม่า ที่ซึ่งมีการเหยียดชาติอย่างชั่วร้าย ที่ซึ่งมีผู้ว่าการรัฐกำลังเปล่งวาจาขัดขวางและล้มล้างเราอยู่นั้น สักวันหนึ่งเด็กชายผิวดำและเด็กหญิงผิวดำตัวน้อย จะสามารถเกี่ยวก้อยกับเด็กชายผิวขาวและเด็กหญิงผิวขาวตัวน้อย ได้ดุจดังพี่น้องกัน

ข้าพเจ้ามีความฝันในวันนี้

ข้าพเจ้ามีความฝันว่าวันหนึ่งทุกหุบผาจะถูกยกให้สูงขึ้น พร้อมกันนั้นทุกเนินเขาและภูผาจะถูกทำให้ราบลงมาเสมอกัน พื้นที่อันขรุขระถูกถางเป็นทางราบ ทางคดเคี้ยวถูกทำให้เป็นเส้นตรง เมื่อนั้นเสียงแซ่ซ้องแห่งพระเป็นเจ้าจะถูกเปล่งขึ้น และผองเราจะเห็นเวลานั้น

นี่เป็นความหวังของเรา นี่เป็นศรัทธาของเราซึ่งข้าพเจ้าจะนำกลับไปทางใต้
ด้วยศรัทธานี้เราจะสกัดหุบเขาแห่งความหดหู่ ออกเป็นศิลาแห่งความหวัง
ด้วยศรัทธานี้เราจะเปลี่ยนเสียงเสียดหูแห่งความบาดหมางในชาติเรา ให้เป็นเสียงเพลงอันแสนหวานแห่งภราดรภาพ

ด้วยศรัทธานี้เราจะสามารถทำงานร่วมกัน สวดมนต์ด้วยกัน ต่อสู้ร่วมกัน ถูกจองจำร่วมกัน หยัดยืนเพื่อเสรีภาพร่วมกัน เพราะเรารู้ว่าเราจะมีเสรีภาพไม่วันใดก็วันหนึ่ง

วันนี้ก็คือวันที่ว่า, นี่เป็นวันที่บุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะขับขานด้วยความหมายใหม่กับบทเพลงที่ว่า ประเทศของข้าฯ ข้าฯขอขับขานบทเพลงแห่งเสรีภาพอันแสนหวานแด่ท่าน ดินแดนที่บรรพบุรุษของข้าฯฝังร่าง ดินแดนแห่งความภาคภูมิใจของผู้แสวงบุญ ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานจากทุกขุนเขา

และหากอเมริกาจะเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นจริง
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากยอดเขาอันไพศาลแห่งนิวแฮมเชียร์
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาที่ทรงพลังแห่งนิวยอร์ค
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากที่ราบสูงอัลเลเกนิสแห่งเพนซิลวาเนีย
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากขุนเขาร็อคกี้ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะแห่งโคโลราโด
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากเนินเขาอันคดเคี้ยวแห่งแคลิฟอร์เนีย

ไม่ใช่เพียงเท่านี้

ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาสโตนแห่งจอร์เจีย
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาลุคเอ๊าท์แห่งเทนเนสซี
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากทุกด้าน และทุกเนินเขาและทุกเนินดินทุกแห่งในมิสซิสซิปปี้

ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวาน และเมื่อสิ่งนี้บังเกิดขึ้น เมื่อเราบันดาลให้เสรีภาพดังกังวาน เมื่อเราให้เสรีภาพก้องกังวานจากทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน จากทุกรัฐ ทุกเมือง เราอาจจะเร่งวันเวลาที่บุตรของพระผู้เป็นเจ้า ทั้งคนดำคนขาว ทั้งพวกยิว คนศาสนาอื่น ทั้งคาธอลิคทั้งโปรเตสแตนท์ จะสามารถจับมือกันและขับขานบทเพลงเป็นถ้อยคำจากบทสวดในทางจิตวิญญาณอันเก่าแก่ของพวกนิโกรได้ว่า เสรีภาพในที่สุด เสรีภาพในที่สุด ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพ พวกเราจะมีเสรีภาพในที่สุด” ”

     แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาถูกลอบสังหารในอีกห้าปีให้หลังจากสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ในตอนนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอเมริกายังมีความคิดการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรงฝังรากลึกในชนชาติอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องนับว่าการเคลื่อนไหวและสุนทรพจน์ "I have a dream" ของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ได้เปลี่ยนอเมริกาจากเมื่อ 45 ปีที่แล้วไปมาก เพราะอีก 45 ปีถัดมา วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008 (เวลาเที่ยงคืนในไทย) ชาวอเมริกันจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชาวผิวดำได้รับสิทธิ์ความไว้วางใจให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา



ขอบคุณข้อมูลทั้งหมดจาก http://www.siamintelligence.com/
http://www.learners.in.th/blogs/posts/261558 , วิกิพีเดีย
และคลิปจาก youtube /Italandveganworld/

ใบงานที่1 แบบสำรวจและประวัตินักเรียน

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

งาน 8 ข้อ

1. ความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship)
ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจดีเกี่ยวกับแนวคิด หลักการ และสถาบันการมีบทบาทที่เกี่ยวข้องในฐานะสมาชิกของสังคม ทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และระดับโลกตลอดจนการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคมที่คานึงถึงสิทธิมนุษยชนและอุดมการณ์ประชาธิปไตย


2. ความยุติธรรมใน สังคม (Social justice) ได้แก่
ความสานึกตระหนักในความสาคัญของความเสมอภาคและความ
ยุติธรรมในสังคม มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในสังคม


3. สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนการเคารพ และ ยึดมั่นในสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์


4. การแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict Resolution)
ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้ง มีขันติ อดทน อดกลั้น ต่อความแตก ต่างขัดแย้งสามารถเจรจา ต่อรอง เชื่อมประสาน เพื่อลดปัญหาหรือคลายปมขัดแย้ง โดยปราศจากการใช้ความรุนแรง


5. การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ได้แก่
ความรู้ความเข้าใจหรือความจาเป็นในการจรรโลง รักษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการทาลายโลกเพื่อความอยู่รอดของชีวิตในรุ่นต่อไปโดยคานึงถึงการพัฒนาอย่างยังยืน


6. ค่านิยม และการ สัมผัสรับรู้(Values &Perceptions) ได้แก่
ความสามารถในการประเมินคุณ ค่าที่เกี่ยวกับประเด็นสาคัญระดับโลกและผลที่กระทบต่อเจตคติและค่านิยมของผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยคานึงถึงความสาคัญและค่านิยมด้านสิทธิมนุษยชน


7. ความหลากหลาย (Diversity) ได้แก่
ความรู้ความเข้าใจการยอมรับ และตระหนักในความ
หลากหลายทาง เชื่อชาติเผ่าพันธุ์ สังคม วัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณีรวม ทั้งความหลากหลาย ทางชีวภาพ
ตลอดจนผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม


8. การพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence)
ได้แก่ ความเข้าใจตระหนัก รู้ถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันของผู้คน ถิ่นฐาน เศรษฐกิจ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เข้าใจสภาวการณ์ในระดับโลกสามารถเรียนรู้ที่จะจัดการ กับความซับซ้อนได้

โครงการจิตอาสา

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

งานประวัติส่วนตัว

ใบงานที่ 1 แบบสำรวจและประวัติตนเอง

ชื่อ – สกุล นางสาว ธนัชชา คำสม
วันเดือนปีเกิด 30 มีนาคม 2539
ที่อยู่ปัจจุบัน 75/4 ม.1 บ้านไร่ ต.บ้านแหวน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ 50230
โทรศัพท์ 085-0007713
ชื่อผู้ปกครอง นาย ธนาลัย คำสม
ที่อยู่ 75/4 ม.1 บ้านไร่ ต.บ้านแหวน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ 50230
โทรศัพท์ 081-4738255
โปรแกรมที่ใช้เป็น - Microsoft Office Word
- Microsoft Office PowerPoint

แผนที่บ้าน